
หากคุณเคยเลือกซื้อข้าวสารแล้วสงสัยว่า “ข้าวสารมีกี่เกรด?” หรือเคยเห็นฉลากบนกระสอบข้าวที่ระบุว่า เกรด A / B / C แล้วรู้สึกสับสนว่าแต่ละเกรดมีความหมายต่างกันอย่างไร คุณไม่ได้เป็นคนเดียวที่มีคำถามนี้ เพราะผู้บริโภคจำนวนมาก รวมถึงร้านอาหาร พ่อค้าแม่ค้าขายส่ง และแม้แต่ผู้ประกอบการโรงงานแปรรูป ต่างก็ให้ความสำคัญกับ “เกรดของข้าวสาร” มากขึ้นเรื่อย ๆ
นั่นก็เพราะว่า เกรดของข้าวสาร ไม่ได้แค่ส่งผลต่อรสชาติ กลิ่น หรือหน้าตาของข้าวเมื่อหุงสุกเท่านั้น แต่ยังมีผลโดยตรงต่อ ภาพลักษณ์ธุรกิจ, ต้นทุน, และ ความพึงพอใจของลูกค้า ในระยะยาวอีกด้วย
ยิ่งในยุคที่ตลาดแข่งขันสูง ความแตกต่างเพียงเล็กน้อยระหว่าง เกรด A กับ B ก็อาจส่งผลต่อการตัดสินใจซื้อของลูกค้าได้เลยทันที
บทความนี้จึงตั้งใจมา เจาะลึกทุกประเด็นเกี่ยวกับเกรดข้าวสาร ให้คุณเข้าใจง่ายในบทเดียว ไม่ว่าจะเป็น:
- ข้าวสารมีกี่เกรดกันแน่?
- ความแตกต่างของเกรด A, B, และ C คืออะไร?
- เราจะเลือกซื้อข้าวเกรดไหนให้เหมาะกับการใช้งานของเรา?
- วิธีดูเกรดข้าวแบบง่าย ๆ สำหรับมือใหม่
หากคุณเป็นคนหนึ่งที่อยากเลือกข้าวให้ ตรงกับความต้องการ ทั้งคุณภาพและราคา บทความนี้เหมาะสำหรับคุณอย่างแน่นอน
✅ ข้าวสารมีกี่เกรด?
โดยทั่วไปแล้ว ข้าวสารในประเทศไทยสามารถแบ่งออกเป็น 3 เกรดหลัก ได้แก่ เกรด A, เกรด B และเกรด C ซึ่งเป็นมาตรฐานที่ใช้กันอย่างแพร่หลายในวงการค้าส่ง โรงสี โรงงานแปรรูป รวมถึงผู้ประกอบการร้านอาหารและผู้บริโภคทั่วไป เพื่อให้สามารถเลือกซื้อข้าวสารได้ตรงตามความต้องการ ทั้งในด้านคุณภาพ การใช้งาน และงบประมาณ
การแบ่ง ข้าวสารออกเป็นเกรด นั้นไม่ได้เกิดขึ้นเพื่อความสวยงามหรือการตลาดเพียงอย่างเดียว แต่มี วัตถุประสงค์เชิงเทคนิคและการควบคุมคุณภาพ เช่นเดียวกับในอุตสาหกรรมอื่น ๆ โดยใช้เกณฑ์ที่ชัดเจนในการประเมินคุณภาพ เช่น:
- ความสมบูรณ์ของเมล็ดข้าว (แตกหักมากน้อยแค่ไหน)
- ความสะอาดของข้าวสาร (มีสิ่งเจือปนหรือไม่)
- สีของเมล็ดข้าว (สีใสอมเขียว สีขุ่น หรือเหลืองหม่น)
- ความชื้น (ส่งผลต่ออายุการเก็บรักษาและการหุง)
- กลิ่นและรสสัมผัสหลังหุง (โดยเฉพาะในข้าวหอมมะลิ)
ยกตัวอย่างเช่น ข้าวหอมมะลิเกรด A จะมีเมล็ดขาวใสเรียวยาว หอมธรรมชาติ ไม่มีปลายหักมาก หุงขึ้นหม้อดี เหมาะสำหรับร้านอาหารพรีเมียมหรือการส่งออก ในขณะที่ข้าวเกรด C อาจมีปลายหักเยอะ สีซีด และมักใช้ในโรงงานแปรรูป หรือจำหน่ายในราคาถูกเป็นหลัก
การเข้าใจว่า ข้าวสารมีกี่เกรด และแต่ละเกรดต่างกันอย่างไร จะช่วยให้คุณสามารถเลือกข้าวได้อย่างแม่นยำ และสามารถจัดการต้นทุนได้อย่างคุ้มค่า โดยเฉพาะหากคุณทำธุรกิจที่ต้องใช้ข้าวสารจำนวนมากเป็นประจำ
🥇 เกรด A – ข้าวสารคุณภาพพรีเมียม
ข้าวสารเกรด A คือข้าวคุณภาพสูงสุดในตลาด เหมาะสำหรับผู้ที่ต้องการข้าวที่มีคุณภาพสม่ำเสมอทั้งในด้านรูปลักษณ์และรสชาติ ไม่ว่าจะเป็นผู้บริโภคทั่วไปที่พิถีพิถันในการเลือกข้าว หรือร้านอาหาร โรงแรม และผู้ส่งออกที่ต้องการสร้างความเชื่อมั่นให้กับลูกค้า
🔍 ลักษณะเด่นของข้าวเกรด A:
- เมล็ดข้าวเรียวยาว ขนาดสม่ำเสมอ ไม่มีปลายหัก เมื่อนำไปหุงจะได้ข้าวที่สวย นุ่ม และไม่แฉะ
- สีของเมล็ดข้าวใสสะอาด โดยเฉพาะในข้าวขาวและข้าวหอมมะลิ จะมีเฉดขาวอมเขียวเล็กน้อย เป็นลักษณะเฉพาะของข้าวใหม่แท้
- กลิ่นหอมชัดเจน โดยเฉพาะในข้าวหอมมะลิแท้จากภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนบน เช่น สุรินทร์ ยโสธร และอุบลราชธานี
- ความชื้นต่ำ (ไม่เกิน 14%) ช่วยยืดอายุการเก็บรักษาและลดโอกาสเกิดเชื้อรา
- เปอร์เซ็นต์ข้าวเสียต่ำมาก มีสิ่งเจือปนน้อยหรือแทบไม่มีเลย ทำให้ได้ผลผลิตข้าวเต็มเมล็ดสูงสุด
- เมล็ดข้าวไม่ผ่านการฟอกขาวหรือผสมข้าวเก่า ทำให้มั่นใจได้ในคุณภาพ
📦 นิยมใช้ในกลุ่มผู้ซื้อที่ต้องการคุณภาพระดับสูง:
- โรงแรม 4–5 ดาว ที่ต้องการเสิร์ฟข้าวคุณภาพดีที่สุดในทุกมื้อ
- ร้านอาหารญี่ปุ่น ร้านอาหารไทยพรีเมียม ที่ให้ความสำคัญกับการหุงข้าวสวยขึ้นหม้อ
- กลุ่มส่งออก เช่น ข้าวเกรดส่งออกไปยังสหรัฐฯ ยุโรป หรือตะวันออกกลาง ซึ่งต้องผ่านมาตรฐานเข้มงวด
- กลุ่มผู้บริโภคที่ใส่ใจสุขภาพและเลือกข้าวเป็นวัตถุดิบหลักในชีวิตประจำวัน
✅ ทำไมข้าวเกรด A ถึงคุ้มค่าสำหรับธุรกิจ?
แม้ราคาข้าวเกรด A จะสูงกว่าเกรด B หรือ C แต่ในมุมของธุรกิจแล้ว ถือเป็นการลงทุนที่คุ้มค่าในระยะยาว เพราะ:
- ช่วยสร้างภาพลักษณ์ของร้านว่าใส่ใจในวัตถุดิบ
- ลูกค้ารับรู้ได้ถึงความแตกต่างตั้งแต่คำแรก
- ช่วยลดของเสีย เช่น เศษข้าว ปลายหัก หรือข้าวที่หุงไม่ขึ้น
- ทำให้การควบคุมคุณภาพอาหารสม่ำเสมอในทุกมื้อ
🥈 เกรด B – ข้าวมาตรฐานในชีวิตประจำวัน
ข้าวสารเกรด B ถือเป็นตัวเลือกยอดนิยมของตลาดกลาง เนื่องจากมีความสมดุลทั้งในด้านคุณภาพและราคา เหมาะสำหรับผู้ที่ต้องการข้าวสารที่มีมาตรฐานดี หุงง่าย กลิ่นหอมในระดับพอเหมาะ และเหมาะกับการใช้งานในชีวิตประจำวัน รวมถึงในร้านอาหารที่ต้องควบคุมต้นทุนอย่างมีประสิทธิภาพ
🔍 ลักษณะเด่นของข้าวเกรด B:
- เมล็ดข้าวมีขนาดใกล้เคียงกัน โดยทั่วไปจะมีเมล็ดเรียวยาว แต่จะพบ ปลายหักเล็กน้อย ประมาณ 10–20%
- สีของเมล็ดข้าวอยู่ในเกณฑ์สะอาด มีความขาวปานกลาง อาจมีเมล็ดข้าวที่สีซีดหรือขุ่นแทรกเล็กน้อย
- สิ่งเจือปนในระดับต่ำ เช่น เศษฝุ่นหรือเมล็ดสีต่างปะปนเล็กน้อย แต่ยังอยู่ในมาตรฐานการบริโภคทั่วไป
- กลิ่นหอมมีบ้าง โดยเฉพาะในข้าวหอมมะลิเกรด B แม้จะน้อยกว่าเกรด A แต่ยังคงความหอมพื้นฐานที่พอเพียงสำหรับทำอาหาร
- ความชื้นและคุณภาพโดยรวมอยู่ในระดับกลาง เก็บรักษาได้ดีในสภาพแวดล้อมทั่วไป และยังสามารถหุงให้อร่อยได้ไม่ยาก
- ผ่านการคัดแยกและขัดสีระดับกลาง ไม่ขาวใสเท่าเกรด A แต่ก็ดูสะอาดน่าทาน
🛒 นิยมใช้ในกลุ่มผู้ซื้อทั่วไป:
- ร้านอาหารตามสั่ง ร้านอาหารชุมชน ที่ต้องใช้ข้าวจำนวนมากทุกวัน และต้องควบคุมต้นทุนอย่างเหมาะสม
- ร้านอาหารประเภทบุฟเฟ่ต์ ที่ต้องหุงข้าวจำนวนมากต่อวัน เช่น ปิ้งย่าง สุกี้
- ผู้บริโภคทั่วไปในครัวเรือน ที่เน้นข้าวอร่อยในราคาคุ้มค่า
- กลุ่มขายปลีกตามตลาดหรือร้านของชำ ที่เน้นขายปริมาณในระดับชุมชน
💬 ทำไมข้าวเกรด B ถึงเป็นตัวเลือกยอดนิยม?
แม้ว่า ข้าวสารเกรด B อาจไม่หอมฟุ้งหรือขาวใสเหมือนเกรด A แต่ในแง่ของการใช้งานจริงแล้ว ถือว่า “เพียงพอและคุ้มค่า” สำหรับคนส่วนใหญ่ เพราะสามารถ:
- หุงขึ้นหม้อได้ดี
- รสชาติดีเมื่อรับประทานกับอาหารจานหลัก
- มีราคาต่อกิโลกรัมที่ประหยัดกว่าเกรด A
- เหมาะกับร้านอาหารที่ต้องการ “กำไรต่อจาน” สูงขึ้น โดยไม่กระทบคุณภาพมากนัก
🥉 เกรด C – ข้าวราคาประหยัด สำหรับแปรรูปหรือโรงงาน
ข้าวสารเกรด C คือข้าวสารในกลุ่มราคาต่ำที่สุดที่วางจำหน่ายในตลาด โดยมักเป็นข้าวที่มีคุณภาพต่ำกว่าเกรด A และ B อย่างชัดเจน ทั้งในด้านลักษณะเมล็ด สี ความสะอาด และกลิ่น จึงไม่นิยมบริโภคโดยตรงในร้านอาหารหรือในครัวเรือนทั่วไป แต่ เหมาะกับการแปรรูปทางอุตสาหกรรมหรือใช้ในวัตถุประสงค์เฉพาะทาง เช่น อาหารสัตว์ หรือผลิตภัณฑ์แปรรูปจากข้าว
🔍 ลักษณะเด่นของข้าวเกรด C:
- มีปลายหักมากกว่าครึ่งของปริมาณทั้งหมด บางล็อตมีปลายหักถึง 70–80%
- เมล็ดข้าวไม่เรียบสม่ำเสมอ มีเมล็ดหัก เมล็ดร้าว หรือเมล็ดเสียปะปนสูง
- สีของข้าวหมองหรือไม่สม่ำเสมอ อาจออกเหลือง ขุ่น หรือซีด ไม่มีความใสหรือความขาวแบบข้าวใหม่
- กลิ่นไม่หอม หรือบางครั้งมีกลิ่นอับ โดยเฉพาะหากเก็บไว้นานหรือไม่ได้ควบคุมความชื้น
- มีสิ่งเจือปนได้มากกว่าปกติ เช่น รำข้าว เปลือกข้าว หรือฝุ่นละออง ซึ่งยังอยู่ในระดับที่โรงงานสามารถกรองออกก่อนแปรรูป
- ผ่านการสีในระดับต่ำ บางครั้งเรียกว่า “ข้าวตัดเกรด” หรือ “ข้าวปลาย”
🏭 นิยมใช้ในกลุ่มอุตสาหกรรม ดังนี้:
- โรงงานผลิตขนมข้าวอบกรอบ หรือ ข้าวเกรียบ ซึ่งใช้ข้าวปลายเป็นวัตถุดิบหลัก
- โรงงานผลิตแป้งข้าวเจ้า และ แป้งข้าวเหนียว
- อุตสาหกรรมอาหารสัตว์ เช่น ข้าวปลายผสมในอาหารสุกรหรือสัตว์ปีก
- ฟาร์มเลี้ยงสัตว์ ที่ซื้อข้าวปลายในปริมาณมากเพื่อนำไปต้มผสมอาหาร
- ผู้ประกอบการส่งออกปลายข้าว ไปยังประเทศที่ใช้แปรรูปข้าวเป็นส่วนประกอบอาหาร
💬 ข้อดีของข้าวเกรด C
แม้จะมีคุณภาพด้อยกว่าข้าวเกรดอื่น แต่ ข้าวเกรด C มีข้อดีที่โดดเด่นด้านราคาและการใช้งานเฉพาะทาง เช่น:
- ราคาถูกมาก เมื่อเทียบกับเกรด A หรือ B
- เหมาะสำหรับแปรรูป โดยไม่ต้องสิ้นเปลืองต้นทุนข้าวดี
- หาซื้อได้ง่าย และมีจำหน่ายในรูปแบบกระสอบขนาดใหญ่สำหรับโรงงาน
- ตอบโจทย์ภาคอุตสาหกรรม ที่ต้องใช้ข้าวในปริมาณมาก
⚠️ ข้อควรระวังหากนำข้าวเกรด C ไปใช้บริโภค:
- ไม่ควรใช้สำหรับบริโภคโดยตรง โดยเฉพาะในร้านอาหารหรือครัวเรือน เพราะอาจส่งผลต่อรสชาติ กลิ่น และภาพลักษณ์ของอาหาร
- อายุเก็บรักษาสั้นกว่า หากไม่มีการควบคุมอุณหภูมิที่เหมาะสม อาจเกิดเชื้อรา หรือกลิ่นอับได้ง่าย
- คุณค่าทางโภชนาการอาจต่ำกว่า ข้าวเต็มเมล็ด เนื่องจากผ่านการสีหลายรอบและสูญเสียเยื่อหุ้มเมล็ด
📌 วิธีดูเกรดข้าวเบื้องต้น
แม้คุณจะไม่ใช่ผู้เชี่ยวชาญเรื่องข้าว แต่ก็สามารถแยกแยะเกรดของข้าวสารได้ด้วยตนเอง ด้วยหลักการสังเกตง่าย ๆ ที่ใช้ได้จริง ซึ่งช่วยให้คุณไม่พลาดการเลือกซื้อข้าวที่ตรงกับความต้องการ และคุ้มค่ากับราคา
👁 1. ดูด้วยตาเปล่า
- ข้าวเกรด A มักมีลักษณะ ใส ขาวสะอาด เรียวยาว สม่ำเสมอทั้งถุง
- ไม่มีสิ่งเจือปน เช่น เศษฝุ่น เปลือกข้าว เมล็ดสีต่าง
- ข้าวเกรด B อาจมีปลายหักเล็กน้อย หรือมีเมล็ดไม่เท่ากัน
- ข้าวเกรด C จะเห็นเมล็ดหักมาก สีหมอง หรือมีความขุ่นไม่สม่ำเสมอ
เคล็ดลับ: สังเกตความใสของเมล็ด ถ้าข้าวดูหม่นคล้ำหรือออกสีเหลืองซีด มักเป็นข้าวเก่าหรือเกรดต่ำ
👃 2. กลิ่นของข้าว
- ข้าวใหม่และข้าวเกรดดีจะมีกลิ่นหอมธรรมชาติ โดยเฉพาะในข้าวหอมมะลิ
- หากข้าวมีกลิ่นอับหรือเหม็นหืน อาจเป็นข้าวเก่าหรือเก็บรักษาไม่ดี
- ข้าวปลอม หรือข้าวผสมเก่าใหม่ มักมีกลิ่นไม่สม่ำเสมอ
เคล็ดลับ: หากเป็นข้าวหอมมะลิแท้ ควรมีกลิ่นหอมจาง ๆ ทันทีที่เปิดถุง หรือสามารถลองหุงจำนวนน้อยเพื่อทดสอบกลิ่นขณะสุก
✋ 3. สัมผัสด้วยมือ
- ข้าวดีควรให้สัมผัสเรียบ ลื่น ไม่มีผงฝุ่นติดมือ
- หากจับแล้วรู้สึกแข็งหรือหยาบมือ แสดงว่าอาจมีการปนข้าวหักหรือเศษแป้ง
- ข้าวเกรด A จะให้สัมผัสแน่น เนื้อดี ขณะที่ข้าวเกรด C อาจมีเมล็ดแตกหรือร่วน
เคล็ดลับ: ใช้นิ้วลูบผ่านข้าวเบา ๆ แล้วดูว่ามีฝุ่นหรือเมล็ดหักหลุดออกมาหรือไม่
🏷️ 4. ฉลากสินค้า หรือใบรับรองมาตรฐาน
- ข้าวที่มีคุณภาพสูงและน่าเชื่อถือมักจะมี ฉลากชัดเจน ระบุชนิดข้าว, วันสีข้าว, โรงสี, และแหล่งที่มา
- ข้าวที่มีมาตรฐาน เช่น GMP, HACCP, อย. หรือมาตรฐานข้าวหอมมะลิแท้ (THAI HOM MALI RICE) จะมี ตรารับรอง จากหน่วยงานราชการหรือองค์กรรับรองคุณภาพ
- บางยี่ห้อมี QR Code สำหรับสแกนตรวจสอบย้อนกลับถึงแหล่งผลิต
เคล็ดลับ: หากไม่มีข้อมูลใด ๆ บนถุงข้าวเลย ให้พิจารณาก่อนตัดสินใจซื้อ โดยเฉพาะหากราคาแตกต่างจากตลาดมาก
🔄 5. เปรียบเทียบกับข้าวตัวอย่างที่เคยใช้
- หากคุณเคยใช้ข้าวอยู่ประจำ สามารถนำตัวอย่างมาเทียบได้ทันที
- การเปรียบเทียบจะช่วยให้รู้ว่าข้าวใหม่ที่ซื้อ มีคุณภาพลดลงหรือไม่
- ผู้ประกอบการร้านอาหารมักใช้วิธีนี้ในการควบคุมคุณภาพวัตถุดิบอย่างสม่ำเสมอ
📎 ข้อแนะนำเพิ่มเติม:
- หลีกเลี่ยงการซื้อข้าวจากถุงไม่มีตรา ไม่มีข้อมูล
- ไม่ควรเลือกข้าวที่มีราคาถูกผิดปกติ
- หมั่นสังเกตวันผลิตหรือวันสีข้าว และเลือกซื้อข้าวที่ผลิตไม่เกิน 3 เดือน
- หากใช้ข้าวในปริมาณมาก ควรขอ “ตัวอย่างข้าว” หรือ “สเปก” จากโรงสีก่อนสั่งจริง
🎯 เลือกข้าวให้เหมาะกับการใช้งาน
การเลือกข้าวให้เหมาะสมกับรูปแบบการใช้งาน ไม่เพียงช่วยลดต้นทุน แต่ยังส่งผลต่อคุณภาพอาหารที่เสิร์ฟ และความพึงพอใจของลูกค้าอีกด้วย โดยเฉพาะในกลุ่มธุรกิจอาหารที่ต้องใช้ข้าวทุกวัน การเลือกเกรดข้าวให้ “เหมาะกับจุดประสงค์” จึงเป็นสิ่งสำคัญมาก
| ประเภทการใช้งาน | เกรดข้าวที่แนะนำ | เหตุผลที่ควรเลือก |
|---|---|---|
| ร้านอาหารพรีเมียม | เกรด A | ข้าวเรียวยาว หอม นุ่ม สม่ำเสมอ สร้างภาพลักษณ์และคุณภาพที่เหนือระดับ |
| ร้านอาหารทั่วไป / ขายอาหารตามสั่ง | เกรด B | ราคาย่อมเยา คุณภาพดี หุงง่าย เหมาะกับการใช้งานทุกวัน |
| โรงงานแปรรูป / อุตสาหกรรม | เกรด C | เน้นปริมาณ ราคาถูก ใช้ทำข้าวอบกรอบ ข้าวเกรียบ หรืออาหารสัตว์ |

ตัวอย่างการนำไปใช้:
- ร้านอาหารญี่ปุ่น/ไทยระดับบน เลือกใช้ข้าวหอมมะลิแท้เกรด A เพราะต้องหุงข้าวออกมาเรียงเม็ดสวย หอม นุ่มทุกคำ
- ร้านข้าวแกง ข้าวหมูแดง อาจเลือกเกรด B ที่เน้นคุณภาพในราคาคุ้มค่า และยังหุงได้ดีแม้ใช้หม้อหุงขนาดใหญ่
- โรงงานผลิตขนมข้าว หรือฟาร์มเลี้ยงสัตว์ นิยมใช้เกรด C เพราะไม่จำเป็นต้องใช้เมล็ดข้าวเต็มคุณภาพ
💡 สรุป: ข้าวสารมีกี่เกรด?
คำถามยอดฮิตว่า “ข้าวสารมีกี่เกรด?” คำตอบคือ โดยทั่วไปในประเทศไทย ข้าวสารแบ่งออกเป็น 3 เกรดหลัก ได้แก่ เกรด A, เกรด B และเกรด C
แต่ละเกรดมีคุณสมบัติที่แตกต่างกันอย่างชัดเจน ทั้งในแง่ของ:
- รูปลักษณ์ของเมล็ดข้าว: เกรด A เรียวยาว ใสสะอาด, เกรด B มีปลายหักเล็กน้อย, เกรด C มีปลายหักมาก
- กลิ่นและรสชาติ: เกรด A หอมชัด, B หอมบาง, C มักไม่หอม
- ราคาขาย: A ราคาสูงสุด, B ปานกลาง, C ราคาประหยัด
- การใช้งาน: A ใช้ในร้านพรีเมียม/ส่งออก, B ใช้ในร้านทั่วไป, C ใช้ในโรงงาน
📝 ทำไมการรู้เกรดข้าวจึงสำคัญ?
เพราะการเลือกข้าวไม่ใช่แค่เรื่องของรสชาติ แต่เป็นเรื่องของ ความคุ้มค่า, ภาพลักษณ์ธุรกิจ, และ คุณภาพอาหารที่เสิร์ฟถึงลูกค้า
ไม่ว่าคุณจะเป็นเจ้าของร้านอาหาร ครัวในโรงแรม ผู้แปรรูปข้าว หรือผู้บริโภคในครัวเรือน การเข้าใจว่า “ข้าวแต่ละเกรดเหมาะกับอะไร” จะช่วยให้คุณตัดสินใจเลือกข้าวสารได้อย่างมืออาชีพ และสร้างความเชื่อมั่นให้กับผู้บริโภคในทุกคำที่เสิร์ฟ
ติดต่อเราได้ทันทีเพื่อคำแนะนำแบบตัวต่อตัว — เพราะการเข้าใจราคาข้าว คือจุดเริ่มต้นของธุรกิจที่เติบโตอย่างแท้จริง
👉 เว็บไซต์เรา: https://kkdrice.com/ข้าวสารอมตะนคร/
📞 สอบถาม/ขอใบเสนอราคา
062-464-9964 / 097-918-2429
หรือทัก Inbox เพจ Facebook โกดังข้าวสาร KKD อมตะนคร



